ใครแต่งงานกับEdwina Mountbatten, Countess Mountbatten of Burma?
หลุยส์ เมานต์แบ็ทแตน เอิร์ลเมานต์แบ็ทแตนแห่งพม่า แต่งงานแล้ว Edwina Mountbatten, Countess Mountbatten of Burma วันที่ เอ็ดวินา เมานต์แบ็ตเทน เคาน์เตสเมานต์แบ็ตเทนแห่งพม่า อายุ 20 ปีในวันแต่งงาน (20 ปี 7 เดือน 20 วัน) หลุยส์ เมานต์แบ็ทแตน เอิร์ลเมานต์แบ็ทแตนแห่งพม่า อายุ 22 ปีในวันแต่งงาน (22 ปี 0 เดือน 23 วัน) ช่องว่างอายุ 1 ปี 5 เดือน 3 วัน.
การแต่งงานดำเนินไป 37 ปี 7 เดือน 3 วัน (13732 วัน) การแต่งงานสิ้นสุดลงในวันที่ สาเหตุ: การเสียชีวิตของคู่สมรสของหัวเรื่อง
Edwina Mountbatten, Countess Mountbatten of Burma
Edwina Cynthia Annette Mountbatten, Countess Mountbatten of Burma (née Ashley; 28 November 1901 – 21 February 1960), commonly known as Lady Mountbatten, was an English heiress, socialite, and relief worker. As the wife of Rear Admiral Louis Mountbatten, 1st Earl Mountbatten of Burma, she served as the last vicereine of India during the reign of George VI and became a close relative by marriage of the British royal family. She was appointed a Commander of the Order of the British Empire in 1943 and a Dame Commander of the Royal Victorian Order in 1946 for her work with the St John Ambulance Brigade and the British Red Cross during World War II.
อ่านเพิ่มเติม...
หลุยส์ เมานต์แบ็ทแตน เอิร์ลเมานต์แบ็ทแตนแห่งพม่า
จอมพลเรือ หลุยส์ ฟรานซิส อัลเบิร์ต วิคเตอร์ นิโคลัส เมานต์แบ็ตเทน เอิร์ลเมานต์แบ็ตเทนที่ 1 แห่งพม่า (อังกฤษ: Louis Francis Albert Victor Nicholas Mountbatten, Earl Mountbatten of Burma) (นามเดิม เจ้าชายลูอีแห่งบัทเทินแบร์ค; 25 มิถุนายน ค.ศ. 1900 – 27 สิงหาคม ค.ศ. 1979) หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ลอร์ด เมานต์แบ็ตเทน เป็นสมาชิกราชวงศ์สหราชอาณาจักร ทหารเรือแห่งราชนาวี และรัฐบุรุษ พระมาตุลาในเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ และพระอนุวงศ์ในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรแห่งกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอุปราชแห่งอินเดียคนสุดท้ายแห่งบริติชอินเดียและข้าหลวงต่างพระองค์คนแรกแห่งประเทศอินเดียในเครือจักรภพ
เจ้าชายลูอีประสูติที่เมืองวินด์เซอร์ในราชสกุลบัทเทินแบร์ค และได้เข้าศึกษาที่ Royal Naval College, Osborne ก่อนที่จะเข้าสู่ราชนาวีในปี 1916 และได้ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง หลังสงครามได้เข้าเรียนที่ Christ's College, เคมบริดจ์ ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เมานต์แบ็ตเทนยังคงรับราชการทหารเรือ โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการสื่อสารทหารเรือ
ภายหลังการลุกลามของสงครามโลกครั้งที่สอง เมานต์แบ็ตเทนได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการเรือพิฆาต เรือหลวงเคลี่ และผู้บัญชาการกองเรือพิฆาตที่ 5 และมีบทบาทสำคัญในนอร์เวย์ ช่องแคบอังกฤษ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน จากนั้นในเดือนสิงหาคม 1941 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือหลวงอิลัสเทรียส และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการฝ่ายเสนาธิการ (Chiefs of Staff Committee) ในต้นปี 1942 และบัญชาการการตีโฉบฉวยที่แซ็ง-นาแซร์และเดียป ในเดือนสิงหาคม 1943 เมานต์แบ็ตเทนดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรแห่งกองบัญชาการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และดูแลการปกครองพม่าและสิงคโปร์หลังการยึดคืนจากญี่ปุ่นในช่วงปลายปี ค.ศ. 1945 จากการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงคราม เมานต์แบ็ตเทนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นไวเคานต์ใน 1946 และเอิร์ลในปีถัดมา
ในเดือนมีนาคม 1947 เมานต์แบ็ตเทนได้รับการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นอุปราชแห่งอินเดียและดูแลการแบ่งแยกบริติชอินเดียออกมาเป็นประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน จากนั้นทำหน้าที่เป็นข้าหลวงต่างพระองค์คนแรกแห่งอินเดียจนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1948 ในปี ค.ศ. 1952 เมานต์แบ็ตเทนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองเรือเมดิเตอร์เรเนียนของสหราชอาณาจักร และผู้บัญชาการเนโทแห่งกองกำลังพันธมิตรในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งแต่ปี 1955 ถึง 1959 พระองค์ทรงเป็นสมุหราชนาวี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ มาร์ควิสที่ 1 แห่งมิลฟอร์ด ฮาเวน บิดาของท่าน เคยดำรงตำแหน่งเมื่อสี่สิบปีก่อน หลังจากนั้นได้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมจนถึงปี 1965 ทำให้เมานต์แบ็ตเทนเป็นผู้นำระดับสูงในกองทัพสหราชอาณาจักรที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดจนถึงปัจจุบัน ในช่วงเวลานั้น เมานต์แบ็ตเทนยังได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานแห่งคณะกรรมมาธิการทหารของเนโทเป็นเวลาหนึ่งปี
ในเดือนสิงหาคม 1979 เมานต์แบ็ตเทนถูกลอบสังหารโดยการวางระเบิดบนเรือตกปลา ณ มุลลากมอร์ เทศมณฑลสไลโก ประเทศไอร์แลนด์ โดยสมาชิกของกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ชั่วคราว(IRA) โดยได้รับการจัดพิธีพระศพที่ Westminster Abbey และฝังที่ Romsey Abbey ในแฮมป์เชอร์
อ่านเพิ่มเติม...